วันอาทิตย์ที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2555

เราเกิดมาคู่ควรกับสิ่งดีๆ







ผู้หญิงคนหนึ่งมีกระเป๋าถือยี่ห้อดังราคาหลายหมื่นใบหนึ่งค่ะ แม่ซื้อให้เธอเป็นของขวัญ แต่ผู้หญิงคนนี้เมื่อก่อนไม่กล้าถือกระเป๋าใบนี้เพราะ กลัวคนอื่นหาว่า ไฮโซกลัวเข้ากลุ่มกับเพือนๆไม่ได้ด้วยค่ะ และ ไม่อยากให้คนอื่นมองว่าเป็นคนรวยค่ะ ตอนได้มาใหม่ๆก็มีความคิดว่าอยากจะขายต่อ จริงๆก็เอาไปขายแล้วด้วยแต่คนซื้อไม่ถูกใจแบบ วันนี้เธอกลับมานั่งคิด รู้สึกดีใจที่วันนั้นเค้าไม่ได้ซื้อไป เพราะว่าวันนี้ความคิดของเธอเปลี่ยนไปค่ะ ตั้งแต่ไปเข้าเรียนคอร์สเข็มทิศจิตใต้สำนึกทำให้เธอรู้ว่าลึกๆแล้วเธอมีความกลัวหลายอย่างที่มันไม่เป็นประโยชย์เอาซะเลย เธอมัวแต่ให้ความสำคัญกับความรู้สึกของคนอื่นมากกว่าคุณค่าและการกระทำของเธอเอง หากวันนี้เธอจะสะพายกระเป๋าราคาแพงใบนั้นแล้วคนอื่นจะรู้สึกยังไงกับเธอมันไม่สำคัญเท่ากับความรู้สึกที่เธอมีต่อตัวเอง เพราะเธอรู้แล้วว่า

1 เธอคู่ควรกับสิ่งดีๆในชีวิต
2 เธอได้ถือความรักของแม่ไปทุกที่ เพราะกระเป๋าใบนี้แม่ซื้อให้เป็นของขวัญ
3 เธอได้ให้เกียรติ์คนคิดแบบและผลิตกระเป๋าออกมาว่าสิ่งที่เค้าทำออกมานั้นมีประโยชน์
4 เธอได้เรียนรู้แล้วว่า มันผิดตรงไหนหากเธอเป็นจะคนรวย!

วันจันทร์ที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2555

เติมใจให้กัน-เติมความรักให้ตัวเอง

"รักตัวเอง เมตตาตัวเอง พูดสิ่งดีๆ กับตัวเอง" โดยครูอ้อย ฐิตินาถ ณ พัทลุง

ฝึกตัวเราเองให้มีความรักความเมตตาต่อตัวเองให้มากๆนะคะ เพราะหากเราไม่มีความรักความเมตตาให้กับตัวเองแล้วเราก็คงจะแบ่งปันให้คนอื่นไม่ได้


วันอาทิตย์ที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2555

การเต้น



เมื่อก่อนฉันเป็นคนหนึ่งที่ไม่กล้าลุกขึ้นมาเต้นค่ะ เป็นแบบนี้มาตั้งแต่เด็ก เพราะติดกรอบของคำว่าเป็นคนเรียบร้อย สมัยเป็นนักเรียนวัยรุ่น เวลาไปดูคอนเสริตก็จะไม่ค่อยกล้าเต้น จะนั่งเป็นผ้าพับไว้ เพราะคิดอยู่ในหัวว่าอาย เขิน คนเรียบร้อยก็ต้องไม่เต้นแร้งเต้นกา เห็นคนอื่นเต้นแล้วก็จะคิดว่าไม่อายกันมั่งหรือยังไง เลยไม่อนุญาตให้ตัวเองลุกขึ้นไปเต้นค่ะ ทั้งๆที่ในใจลึกๆแล้ว เวลาเห็นเพื่อนๆเต้นก็อยากจะเข้าไปเต้นด้วย
แต่ตลอดระยะเวลาหนึ่งปีที่ผ่านมาที่ได้เข้ามาเรียนในคอร์สเข็มทิศจิตใต้สำนึก ฉันได้เต้นเยอะมาก และก็เต็มใจ ดีใจ ที่จะได้เต้นด้วย เพราะมันไม่ใช่การเต้นแร้งเต้นกา อย่างที่ฉันเคยรู้สึก ยิ่งในคอร์สหลังๆที่มีครูเงาะ (รสคนธ์ กองเกตุ) ครูสอนการแสดงที่เก่งมากที่สุดคนหนึ่งของเมืองไทย มาเรียนในคอร์สและได้ขึ้นไปนำเต้น ทำให้ฉันยิ่งมองเห็นถึงคุณค่าและความหมายในการขยับร่างกาย เพราะอะไร เพราะการเต้นเป็นการเปลี่ยนสภาวะทางจิตใจจากคนที่รู้สึกว่าโลกนี้มันแย่ กลายเป็นโลกนี้มีความหวัง มีความสนุก มีสิ่งดีๆมากมายให้เราค้นหา และเมื่อเราสนุกมีความสุข สารเคมีดีๆมากมายก็หลั่งออกมาทำให้เรารู้สึกสดชื่น มีพลัง นอกจากนี้เรายังได้เห็นรอยยิ้มของตัวเอง เห็นรอยยิ้มของเพื่อน มันเป็นขณะของปิติสุขที่เกิดขึ้นในใจของเรา ประทับไว้ในความทรงจำที่ดี
แต่การเต้นของฉันนั้นมันก็ยังไม่สุดๆค่ะ ฉันก็ยังเต้นแบบอยู่ในกรอบที่ตัวเองตั้งเอาไว้ค่ะ จนวันหนึ่งฉันทิ้งกรอบ ทิ้งความคาดหวัง ทิ้งความกลัวออกไป แล้วก็เต้นในแบบที่ไม่แคร์สื่อ ไม่สนใจว่าจะมีใครมองเราอย่างไร ในวินาทีนั้นฉันสัมผัสได้ถึงคำว่าอิสรภาพ มันเป็นความรู้สึกโล่งๆ แล้วก็สดชื่นมากค่ะ วินาทีนั้นฉันรู้สึกว่าเป็นอิสระจากทุกสิ่ง อากาศที่สูดหายใจเข้าไปช่างบริสุทธิ์สดชื่น มีความสุขมาก ลองอนุญาตตัวเองลุกขึ้นมาเต้นในแบบที่เราไม่แคร์ดูสิค่ะ ความรู้สึกมันสุดยอดมากๆเลย

วันเสาร์ที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2555

เด็กหญิงถูกต้อง




มีใครกลัวการทำผิดบ้าง ฉันขอยกมือคนแรกเลย จำได้ว่าตอนเป็นนักเรียนอยู่มัธยมต้น ต้องตัดผมสั้นเท่าติ่งหู โรงเรียนจะมีการตรวจผมทุกเดือน ด้วยความที่ไม่อยากถูกทำโทษก็จะไปตัดผมทุกเดือน ช่างตัดผมบอกยังไม่ยาวเลย ฉันก็จะบอกตัดไปเถอะ เพราะพอตัดไปแล้วฉันได้รับความสบายใจ มั่นใจว่าไม่ถูกลงโทษอย่างแน่นอน
เมื่อก่อนไม่เคยรู้ ไม่เคยเห็น รูปแบบพฤติกรรมของตัวเองเลยค่ะ จนวันหนึ่งครูอ้อยบอกว่าเรามีรูปแบบพฤติกรรมของเด็กหญิงถูกต้อง วันนี้นั่งขำตัวเองแล้วนั่งคิด เพราะไม่ใช่แค่เรื่องตัดผมเท่านั้นที่ฉันต้องการทำให้ถูกเป๊ะ ยังมีอีกหลายเรื่องในชีวิตที่เราก็ต้องการทำให้ถูกต้อง เพราะถูกแล้วสบายใจ ถูกแล้วไม่โดนลงโทษ แต่การที่เราต้องการเป็นเด็กหญิงถูกต้อง ทำให้มีความกลัวบางอย่างที่มันครอบงำเราอยู่นั่นคือการกลัวความผิดพลาดและกลัวความคาดหวัง แต่ยิ่งกลัวความผิดพลาดก็ยิ่งทำพลาด ความกลัวที่มันฝังรากลึกในจิตใต้สำนึกอันนี้ทำให้เราเป็นเด็กหญิงถูกต้องจนหลายๆครั้งในชีวิตพลาดโอกาสในการเติบโต เพราะไม่กล้าคิดเพราะกลัวผิด หรือถ้าคิดก็จะคิดอยู่แต่ในกรอบตามที่คนอื่นวางเอาไว้ หรือบางทีก็ไม่กล้าตัดสินใจ พอไม่กล้าตัดสินใจก็ไม่ได้ลงมือทำ เพื่อนรักคนหนึ่งบอกว่าถ้าเทียบระหว่างต้องทำถูกหมดทุกอย่างแล้วไม่ได้ลงมือทำ กับ ทำลงไปแล้วแต่มันผิด ขอเลือกอย่างหลัง เพราะมันเป็นไปไม่ได้ที่เราจะไม่ได้เรียนรู้อะไรใหม่ อืมก็จริงของเพื่อน เรามัวแต่ให้ความสนใจในเรื่องการทำให้ถูกจนลืมคิดไปว่า โลกนี้มียางลบ มีลิควิดเปเปอร์ และแป้นคอมพิวเตอร์มีปุ่ม Delete อีกสิ่งหนึ่งที่ได้จากการเป็นเด็กหญิงถูกต้องคือความเครียดค่ะ ความเครียดเป็นบ่อเกิดแห่งโลกทางใจและโลกทางกาย จนทำให้เราไม่ได้หยั่งลึกเข้าไปในศักยภาพอันแท้จริงของเรานั่นคือสภาวะลื่นไหล (Flow) ที่ซึ่งจะทำให้เราผลิตผลงานออกมาได้ดีกว่าเยอะมาก เรามัวแต่ปล่อยให้ตัวเองไหลไปสู่ร่องน้ำเดิมๆอยู่อย่างนั้นจนหมดพลังมันเสียเวลา และมันก็จะรู้สึกว่าอยากอาเจียนด้วย
วันนี้แค่พลิกใจซึ่งง่ายเท่ากับการพลิกฝ่ามือทำทุกอย่างที่เราต้องทำอย่างเต็มที่แต่รู้สึกสบายๆ เป็นตัวเราที่ดีที่สุด หากเราทำอะไรผิดพลาดไปมันคือกระบวนการของการเรียนรู้สิ่งใหม่ เราแค่เอาประสบการณ์ที่ได้มาใช้เป็นข้อมูลป้อนกลับ (Feedback) ว่าเราจะสามารถทำอย่างไรให้ดีขึ้นได้บ้าง หน้าที่เราคือยอมรับ เรียนรู้ และเติบโต ผิดแล้วก็แก้ไขใหม่ได้ เพราะเราจะได้รู้วิธีการที่ดีกว่าเดิมและทำให้เกิดผลลัพธ์ที่ดีต่อไป